กระทู้ที่พูดถึงดร.นิเวศน์

คนที่ศรัทธาในตัวดร.นิเวศน์ท่านมีมากขึ้นเรื่อยๆนะครับ ลองอ่านกระทู้นี้ดูครับ

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?p=241847

10 ปี ‘ตีแตก’ รวยหุ้น 26 เท่า ฉบับ VI ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

กรุงเทพธุรกิจ BizWeek 9 กุมภาพันธุ์ 2550

ย้อนมอง 10 ปีชีวิตการลงทุน ของ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” Value Investor คนแรกๆ ของเมืองไทย 10 ปีพิสูจน์ให้เห็นว่า การย่ำตามรอย “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เจ้าตำรับหุ้นมูลค่า คือเส้นทางที่ถูกต้อง การันตีด้วยดีกรี “รวยหุ้น 26 เท่า” ของเงินลงทุนก้อนแรก ที่สาวก VI ในวงการยกให้เป็น “เซียนหุ้นมูลค่า”

ผลจากการลงทุนระยะยาวและมีเงินลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยสไตล์การลงทุนแบบ “หุ้นมูลค่า” (Value Investment) ของ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ทำให้มูลค่าหุ้นในพอร์ต (เฉพาะเงินลงทุนครั้งแรก) ซึ่งครบรอบ 10 ปีนับตั้งแต่เริ่มลงทุน เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากเงินลงทุนกว่า 10 ล้านบาท เมื่อครั้งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เพิ่มขึ้น 26 เท่าตัวในวันนี้

“ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” นักลงทุนหุ้นมูลค่า อธิบายว่า ผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นการคำนวณเฉพาะเงินลงทุนก้อนแรกที่เริ่มลงทุนกว่า 10 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อผลตอบแทนทบต้นไปเรื่อยๆ เป็นระยะเวลา 10 ปี ก็ทำให้พอร์ตลงทุนเงินก้อนแรกเติบโตเป็น 26 เท่ากว่า หรือเฉลี่ยราว 40% ต่อปี

โดยไม่ได้คิดผลตอบแทนจากเงินลงทุนที่ได้ “ใส่เพิ่ม” เข้าไปอีกในช่วง 4-5ปีหลังมานี้

วันนี้พอร์ตลงทุนของดร.นิเวศน์ จึงไม่ได้มีมูลค่าแค่ 260 ล้านบาทเท่านั้น

แต่สาวก VI ประเมินกันว่า มูลค่าของพอร์ตน่าจะสูงถึง 500-600 ล้านบาทไปแล้ว จากเงินลงทุนที่เขาได้ใส่เพิ่มเข้าไปอีกในช่วงปีหลังๆ บวกกับผลตอบแทนทบต้นที่เพิ่มขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น สาวก VI คาดว่า ปัจจุบัน ดร.นิเวศน์ เก็บกินเงินปันผลจากหุ้นที่มีในพอร์ตกว่า 10 บริษัทราวๆ 10 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นผลตอบแทนจากปันผลประมาณ 10% ต่อปี

“การลงทุนช่วง 10 ปีมานี้ เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์มาก เพราะผลจากการลงทุนทบต้นให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นถึง 26 เท่าตัว หรือคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 40% ต่อปี แม้ผมจะขาดทุนไป 1 ปี แต่ไม่ได้ขาดทุนจริง เพราะเป็นการลงทุนระยะยาว เงินลงทุนทั้งหมดอยู่ในหุ้นตลอด

เพียงแต่ปีนั้นกำไรลดลง เพราะก่อนหน้านั้นตลาดหุ้นได้เพิ่มขึ้นถึง 117% ผมได้กำไร 147% แต่มาปี 2546-2547 กำไรของพอร์ตลดลง เพราะราคาหุ้นได้ขึ้นไปมากในปีก่อนหน้า” เจ้าตำรับนักลงทุนหุ้นมูลค่าแบบของตลาดหุ้นไทย กล่าว

ดร.นิเวศน์บอกว่า ในรอบ 50 ปีการลงทุนของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” สุดยอดเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก ได้รับผลตอบแทนทบต้นประมาณ 30% ต่อปี แต่เขาได้ผลตอบแทนทบต้นราว 40% ต่อปี จึงรู้สึกมหัศจรรย์มาก

แม้การลงทุนเป็นเรื่องยาก แต่ ดร.นิเวศน์ เชื่อว่า หากลงทุนในหุ้นตลอดเวลา ในทุกๆ 3 ปี ผลตอบแทนจะทบต้น และพอร์ตจะเติบโตเร็วเป็นเท่าตัว

ในปี 2549 ผ่านไปสดๆ ร้อนๆ ดร.นิเวศน์ มีกำไรจากการลงทุน 30% เทียบกับตลาดหุ้นไทยที่ให้ผลขาดทุน

แต่ก็ใช่ว่าผลตอบแทนจากการลงทุนจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงเช่นนี้เรื่อยไป เนื่องจากมูลค่าพอร์ตที่ใหญ่ขึ้นมาก จะทำให้การเติบโตได้ไม่มากนัก

“จากนี้ไปผมหวังกำไรแค่ 15% ต่อปี ก็ถือว่าหรูแล้ว แต่ถ้ามองผลตอบแทนทบต้นย้อนหลังช่วงก่อนหน้า จะเห็นว่าทำกำไรได้สูงมาก”

10 ปีที่ผ่านมา ดร.นิเวศน์ ยืนหยัดในหลักการลงทุนในหุ้นระยะยาว เลือกลงทุนในหุ้นที่ดี ถูกตัว แล้วถือเก็บไว้ โดยไม่ต้องทำอะไร

“การลงทุนแบบนี้ เมื่อได้หุ้นถูกตัวแล้วอย่าไปยุ่งกับมัน เหตุที่ผมได้ผลตอบแทน 26 เท่าในเวลา 10 ปี ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในหุ้นเก่าๆ ที่โตขึ้นมาเอง ไม่ได้ไปทำอะไร แม้ตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลง ก็ไม่ได้สนใจ เพราะหุ้นเราไม่ได้ตกหรือตกน้อยกว่า จึงไม่ต้องขายหรือเดือดร้อน ฉะนั้นยิ่งเราลงทุนระยะยาวจะไม่ขาดทุน เพราะมีต้นทุนที่ต่ำ ทำให้ได้กำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ใช้แนวทางลงทุนแบบนี้ ในชีวิตการลงทุนของเขา 50 ปี ซื้อหุ้นไม่กี่ตัว เช่นหุ้น โคคา-โคลา ซึ่งต้องนับว่าเป็นบริษัทที่มหัศจรรย์มาก เพราะเติบโตได้มาก คิดดูว่า หากชาวจีนร่ำรวยขึ้น กินโค้กกันพันล้านคน ลงทุนในหุ้นตัวนี้ก็จะมั่นใจได้ว่า ระยะยาวจะเติบโตไปอีกมาก”

แต่การลงทุนแบบหุ้นมูลค่าก็ให้ผลขาดทุนได้ ถ้าหากไม่ “ถูกจังหวะ” ..

“มีคนบอกว่า ผมโชคดีที่เข้าตลาดหุ้นในช่วงที่หุ้นตกและเกิดวิกฤติ พอร์ตจึงโตเร็ว แต่ถ้าดูช่วงที่ผมลงทุนจะเห็นว่า ตอนนั้นดัชนี 832 จุด แต่วันนี้หุ้นลงมาอยู่ที่ 600 จุดกว่า แสดงว่าดัชนีหุ้นไม่ได้ขึ้นเลย ไม่ได้กำไร อย่างมากเสมอตัว ไม่ได้ดอกผล แต่การที่ผมเข้าลงทุนถูกปี แม้ตลาดหุ้นมีความเสี่ยง แต่ลงทุนระยะยาวจะเสี่ยงน้อยกว่า

ดัชนีหุ้นเริ่มจาก 100 จุด วันนี้ 600 กว่าจุด เป็นเวลา 30 ปี คิดเป็นผลตอบแทนทบต้น 5-6% บวกเงินปันผลก็ได้เกือบ 10% ต่อปี ถือว่าใช้ได้ เทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐ 100 ปี เฉลี่ยผลตอบแทน 11% ต่อปี”

ฉะนั้น หากผู้ลงทุนเข้าลงทุนในตลาดหุ้นถูกจังหวะเวลา ก็ถือว่าได้เปรียบ

คิดง่ายๆ จากช่วงหุ้นตกอย่างรุนแรง จนดัชนีลงไปอยู่ที่ 200 จุด เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนนี้มาอยู่ที่ 600 จุด เท่ากับเพิ่มขึ้น 3 เท่า ในช่วงเวลา 5 ปี

แล้วเข้าตลาดหุ้นช่วงไหนถึงจะดี..??

ดร.นิเวศน์ บอกว่า โดยส่วนตัวเขาจะใช้ดูค่า พี/อี ของหุ้นเป็นตัวบอกว่าราคาหุ้นถูกหรือแพง เช่น ค่าพี/อี 15 เท่า ถือว่าค่อนข้างแพง

“ตลาดหุ้นช่วงนี้ค่าพี/อี 10 เท่า เฉลี่ย 30 ปี ค่าพี/อี 10 เท่า ถามว่าหุ้นราคาถูกมั้ย ต้องบอกว่าไม่ถูก ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ที่ 13-14 เท่า เฉลี่ย 100 ปี ตอนที่ดัชนี 200 จุด ค่าพี/อี 5-6 เท่า ถือว่า เป็นจังหวะที่ดีเพราะราคาต่ำมาก ซื้อหุ้นที่มั่นคงอย่าง “ปูนใหญ่” มาถึงวันนี้รวยเละ เพราะราคาขึ้นมา 10 เท่า”

เขามองว่า ช่วงดัชนี 600 กว่าจุดอย่างในขณะนี้ อยู่ในข่าย “ลงทุนได้” ยิ่งถ้าถือลงทุนยาวจะได้ผลตอบแทนที่ดี

“จากสถิติบอกว่า การลงทุนในหุ้นจะให้ความมั่นคงและปลอดภัยมากสุด มากกว่าการฝากเงินและซื้อพันธบัตร เพราะจะมีความเสี่ยงอยู่ที่อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ถ้าเก็บหุ้นไว้ราคาขึ้นปีละ 10% ถือว่าลงทุนในหุ้นปลอดภัยสุด เพราะป้องกันเงินเฟ้อได้ ฉะนั้น ถ้าอนาคตอยากมีสินทรัพย์ที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าคนอื่นหน่อย ก็ต้องมีกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นด้วย”

นอกจากจะเห็นจังหวะการลงทุนก่อนคนอื่นจากการใช้วิธีเลือก “หุ้นมูลค่า” เป็นคนแรกๆ ของเมืองไทย ยังทำให้ ดร.นิเวศน์ มีโอกาสเลือกหุ้นราคาถูก อย่าง “หุ้นมาม่า” ที่เมื่อ 10 ปีก่อนราคาไม่ถึง 100 บาทต่อหุ้น

“ตอนนั้นมาม่าขายดีมาก แม้จะเป็นช่วงเศรษฐกิจตก กำไรก็ดี ดูผลงานย้อนหลัง 5 ปี กำไรเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ราคาหุ้นถูกมาก บริษัทลงทุน 100 บาท แต่ผมซื้อในราคา 50 บาท ในโลกธุรกิจไม่มีแบบนี้ แต่การลงทุนในหุ้นมีโอกาสอย่างนี้

ตอนนั้นผมมีเงิน 10 ล้านบาท ถ้าฝากแบงก์ได้ดอกเบี้ย 3% ตกปีละ 3 แสนบาท คิดเป็นรายเดือนๆ ละ 3 หมื่นบาทต่อเดือน ก็อาจอยู่ได้ แต่ลำบาก เพราะต้องส่งลูกเรียน ก็มาคิดว่าถ้าซื้อหุ้นมาม่าแล้วไม่ขายต่อ ถือต่อไป เพราะช่วงนั้นไม่มีคนซื้อและขาย กินปันผลอย่างเดียว

ก็มาดูว่า บริษัทกำไรปีละ 20 บาท จ่ายปันผล 10 บาท เฉพาะเงินปันผลปีละ 10 บาท เทียบกับฝากแบงก์ได้ดอกเบี้ย 3% แต่เงินปันผลเพิ่มขึ้นทุกปี

ผมมั่นใจว่า บริษัทจะจ่ายปันผลในอัตรานี้เพราะได้ศึกษาย้อนหลัง พบว่า หนี้ไม่มี เงินมีมาก และยอดขายได้มาก ไม่เคยลดลง กำไรจึงเพิ่มขึ้นตลอด ทำให้เงินปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีเงินสดในมือจำนวนมาก แสดงว่าโอกาสที่มาม่าจะเจ๊งยาก เพราะคนกินหลายล้านซอง ซึ่งตอนนั้นราคามาม่าถูกมากแค่ 4.5 บาทต่อซอง ยังมีโอกาสขึ้นราคาได้อีก ถ้าหากต้นทุนเพิ่มขึ้น”

มาม่า จึงเป็นหุ้นที่ “ใช่เลย” เขาจึงตัดสินใจลงทุนประมาณ 10-20% ของเงิน 10 ล้านบาท เมื่อราว 10 ปีที่แล้ว

10 ปีผ่านไป ตอนนี้ราคาหุ้นมาม่าขึ้นมา 500 บาท (ไม่ได้แตกพาร์) จากราคาไม่ถึง 100 บาท แต่ตอนนี้เขาเหลือหุ้นไม่กี่หมื่นหุ้น เท่านั้น

“วันนี้ไม่มีหุ้นแบบ “มาม่า” อีกแล้ว แต่ยังพอมีหุ้นให้เลือกซื้อได้ อย่างหุ้น “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์” ที่ออกจากแผนฟื้นฟู จัดเป็นธุรกิจที่ดี มีรายได้จากการบริการราคาแพง กำไรดี เนื่องจากคนประเทศตะวันออกกลางมาใช้บริการกันมาก จึงทำให้เติบโตได้ดี เพราะอนาคตไทยจะเป็นศูนย์กลางการแพทย์ จะเห็นว่าธุรกิจในปัจจุบันและอนาคตไปได้ดี บริษัทกำไรดี ไม่มีหนี้ ความเสี่ยงจึงน้อย แต่ตอนนี้ราคาหุ้นบำรุงราษฎร์ขึ้นไม่ได้ เพราะค่า พี/อี สูง ราคาแพง 3 เท่า เจ้าของจ่าย 100 บาท แต่เราต้องซื้อถึง 300 บาท

ตอนนั้นผมรอตั้งแต่ 30 บาท จนราคาไปถึง 300 บาท แต่ก็ไม่ได้ซื้อ ตรงนี้ถือเป็นศิลปะการลงทุนของแต่ละคนด้วย”

อย่างไรก็ตาม ดร.นิเวศน์ บอกว่า หากเกิดเหตุการณ์พิเศษ ทำให้ราคาหุ้นบำรุงราษฎร์ปรับตัวลง ก็ควรจะเข้าซื้อเพื่อการลงทุนได้

ขณะที่หุ้นน้ำมันหรือธุรกิจที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก จะไม่ยอมเอาเงินลงทุนไปผูกไว้เด็ดขาด

เซียนหุ้นมูลค่า ให้แนวทางลงทุนในปี 2550 ไว้ด้วยว่า ต้องเน้นความปลอดภัยและเลือกหุ้นประเภท Defensive Stock ที่เป็นธุรกิจมั่นคง ยอดขายแน่นอน มีปัจจัยกระทบต่อผลกำไรน้อย เนื่องจากปีนี้มีความผันผวนรุนแรง จากความเสี่ยงสูงทางการเมือง ดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ จึงต้องเลือกหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเหล่านี้

“ชีวิตผมอยากมีหุ้นเพียง 10 ตัว มีโอกาสขึ้นอย่างเดียว แต่อาจมีบางตัวลงบ้าง แต่อีก 9 ตัว ราคาขึ้นก็ไม่เดือดร้อน เราต้องทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องสบายและนอนหลับฝันดี ถึงจะมีความสุขกับการลงทุน” เซียนหุ้นมูลค่า ปิดท้ายไว้อย่างนั้น

บัฟเฟตต์พูด

เมื่อไม่กี่วันมานี้  Sham Gad ซึ่งเป็นนักศึกษา MBA ที่กำลังจะจบของมหาวิทยาลัยจอร์เจียได้มีโอกาสพาเพื่อนนักศึกษาเข้าพบและพูดคุยกับวอเร็น บัฟเฟตต์  และต่อไปนี้คือสาระบางส่วนของการตอบคำถามที่ถูกนำมาขึ้นใน BLOG ส่วนตัวของเขาที่เวป buffettspeak.blogspot.com

  1. ถามว่าทำไมบัฟเฟตต์จึงซื้อหุ้นเบิร์กไชร์ซึ่งเป็นบริษัทสิ่งทอที่กำลังตกต่ำในปี 1962 บัฟเฟตต์ตอบว่า ราคาหุ้นในขณะนั้นอยู่ที่ 7 3/8 เหรียญ แต่บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียน 10 - 11 เหรียญต่อหุ้น ขณะเดียวกันถึงบริษัทจะขาดทุน แต่ก็ได้ทยอยปิดโรงงานจาก 12 โรงเหลือเพียง 2 โรงทำให้มีกระแสเงินสดออกมาใช้ได้มาก นี่เป็นกรณีของการลงทุนในบริษัทที่มีกิจการย่ำแย่แต่มีทรัพย์สินมากซึ่งถือเป็นการลงทุนแบบ “ก้นบุหรี่” ในช่วงแรก ๆ ของการลงทุนของเขา ต่อมาบัฟเฟตต์ได้ซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มจนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และใช้มันเป็นบริษัท Holding ที่ถือหุ้นอื่น ๆ มาจนถึงทุกวันนี้ที่หุ้นเบิร์กไชร์มีราคาหุ้นละหลายหมื่นเหรียญ และทำให้บัฟเฟตต์กลายเป็นคนที่รวยเป็นอันดับสองของโลก
  2. กรณีการซื้อหุ้นของ See’s Candy ในปี 1972 เป็นกรณีของการซื้อธุรกิจที่มียี่ห้อที่แข็งแกร่งของ See’s ซึ่งขายลูกกวาดและช็อคโกแล็ต ซึ่งสามารถขึ้นราคาสินค้าได้บ่อย ๆ โดยลูกค้าไม่หันไปซื้อยี่ห้ออื่น บัฟเฟตต์บอกว่า เมื่อเขาจะลงทุน เขาจะถามคำถามข้อหนึ่ง นั่นคือ “คุณจะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะสามารถขึ้นราคาสินค้าได้” และนี่คือกรณีแรก ๆ ที่บัฟเฟตต์เริ่มเปลี่ยนแนวการลงทุนจากแบบก้นบุหรี่มาเป็นการลงทุนในหุ้นของกิจการที่มียี่ห้อโดดเด่น กิจการมีคุณภาพดีมากในราคาหุ้นที่ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับการลงทุนก่อนหน้านั้น
  3.  เมื่อถูกถามว่า 50 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นอเมริกันมีหุ้นราคาต่ำกว่าพื้นฐานมากมาย เขาคิดว่าเหตุการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้นอีกไหม คำตอบก็คือ โอกาสที่น่าสนใจมาก ๆ นั้น มาจากการสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์ คนนั้น จะตกใจจนตัวสั่นด้วยความกลัวและตื่นเต้นด้วยความโลภ และสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับว่าพวกเขาจะมี IQ เท่าไร ตัวบัฟเฟตต์เองนั้น ร่ำรวยขึ้นได้โดยการมองหากำไรที่แข็งแกร่งของบริษัท 50 ปีที่ผ่านมาไม่ใช่ช่วงเวลาที่เป็นเหตุการณ์เฉพาะ มันเป็นเพียงเรื่องของการฉกฉวยประโยชน์จากพฤติกรรมมนุษย์ มันเป็นเรื่องของคนที่มองหาโอกาสขณะที่คนอื่นกำลังตื่นตกใจจากความกลัวหรือตื่นเต้นจากความโลภ สรุปง่าย ๆ น่าจะเป็นว่า บัฟเฟตต์มองว่าโอกาสในการทำกำไรมากมายจากตลาดหุ้นยังมีอยู่เสมอถ้าเราสามารถแยกตัวเองออกมาจากอารมณ์ต่าง ๆ
  4.  เรื่องของการลงทุนในต่างประเทศ คำถามคือ บัฟเฟตต์สนใจสถานการณ์ของประเทศที่เขาจะลงทุนหรือไม่นอกจากเรื่องของบริษัทเอง คำตอบคือ เขาสนใจ และยกตัวอย่างเมื่อ 2-3 ปีก่อนที่เขากำลังดูหุ้นพลังงาน 2 ตัว คือ PetroChina ของจีนกับ Yucos ของรัสเซีย ซึ่งบัฟเฟตต์เลือก PetroChina เขาบอกว่าราคาหุ้นตัวนี้ถูกมาก ทั้งบริษัทมีมูลค่าตลาดเพียง 35 พันล้านเหรียญสหรัฐ คือประมาณ 1 ใน 4 ของหุ้น Exxon แต่มีกำไรเท่ากับ 80 % ของ Exxon แต่สิ่งที่ทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจซื้อก็คือเมื่อเขาอ่านรายงานประจำปีและพบว่าประธานของ PetroChina สัญญาว่าจะจ่ายปันผล 45% ของกำไรซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากในธุรกิจนี้ เขาบอกว่า ถ้าเป็นในสหรัฐ บริษัทควรมีมูลค่าตลาดถึง 85 พันล้านเหรียญ ดังนั้น เขาเลือก PetroChina หลังจากนั้น ในเดือนกรกฎาคม ก็ปรากฏว่า เจ้าของ Yucos ซึ่งเป็นคนที่รวยที่สุดในรัสเซียก็ถูกประธานาธิบดีปูตินสั่งจับโทษฐานที่ไปคิดแข่งกับปูติน บัฟเฟตต์บอกต่อว่า PetroChina รักษาคำพูดโดยการจ่ายปันผล 45% โดยคิดละเอียดเป็นทศนิยมหลายตำแหน่ง ในขณะที่ในรัสเซียนั้น สถานการณ์การเมืองย่ำแย่มาก
  5. บัฟเฟตต์ได้พูดถึงกลยุทธ์การเลือกการลงทุนในกิจการว่า เขาจะแบ่งบริษัทออกเป็น 3 กลุ่ม โดยจะมีถาดใส่เอกสาร 3 ใบ ใบแรกคือถาด In ซึ่งจะเป็นบริษัทที่มีความน่าสนใจ มีอนาคตที่สดใส ใบที่สองคือ Out หรือบริษัทที่ไม่ดี ไม่น่าสนใจลงทุน และถาดที่สามคือ Too hard ซึ่งแปลว่ายากเกินไปที่เขาจะเข้าใจ ซึ่งในกลุ่มหลังนี้มีมากเสียจนเขาพูดเล่น ๆ ว่าต้องมีถังขยะใบใหญ่ ๆ เอาไว้ทิ้ง นั่นคือ เขาแนะนำว่า เราควรเลือกหุ้นลงทุนน้อยตัวมาก เช่นในชีวิตนี้ ควรคิดว่าเรามีโอกาสที่จะลงทุนในหุ้นเพียง 20 ตัว ซึ่งจะทำให้เราระมัดระวังและศึกษาอย่างละเอียดก่อนที่จะลงทุน
  6.  สุดท้าย คำถามที่สำคัญมากอีกข้อหนึ่งก็คือ นอกจากความสามารถของผู้บริหารและเรื่องของการดูข้อมูลทางด้านการเงินแล้ว ปัจจัยอะไรที่ทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจได้เร็วมากในการลงทุน

คำตอบก็คือ  เขามีเครื่องกรองในการลงทุน 4 ข้อ

เครื่องกรองที่ 1 :  เราสามารถเข้าใจธุรกิจที่จะลงทุนไหม  มันจะเป็นอย่างไรในอีก 10-20 ปีข้างหน้า  ยกตัวอย่างเช่น  Intel กับหมากฝรั่ง  บัฟเฟตต์บอกว่าเขาจะลงทุนเฉพาะในสิ่งที่เขารู้จักดี เช่น โค๊ก

เครื่องกรองที่ 2 : บริษัทมีความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่  นั่นเป็นเหตุให้เขาไม่ซื้อกิจการที่เป็นแฟชั่นเช่นของเล่นเด็ก  แต่จะซื้อน้ำอัดลมและหมากฝรั่งที่มียี่ห้อและมีความได้เปรียบที่คนอื่นแข่งไม่ได้

เครื่องกรองที่ 3 :  บริษัทมีฝ่ายจัดการที่เราสามารถไว้วางใจได้หรือไม่

เครื่องกรองที่ 4 :  ราคาหุ้นสมเหตุผลไหม

และนั่นก็คือความคิดเห็นบางส่วนที่บัฟเฟตต์พูดกับนักศึกษาซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำเป็นครั้งคราว  และเป็นกลยุทธ์ที่ออกจากปากบัฟเฟตต์เอง  ดังนั้น มันจึงเป็นของแท้

สัญญาณเตือน

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

 ถ้าเรากำลังคิดซื้อหุ้น  หรือถือหุ้นตัวหนึ่งอยู่แล้ว  เราจะต้องติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับกิจการ  ผู้บริหาร  และทุกอย่างเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้น เพื่อที่จะประเมินว่าเราควรทำอย่างไร  จะซื้อ  จะขาย  หรือจะอยู่เฉย ๆ   โดยส่วนใหญ่แล้ว  ผมคิดว่าข่าวต่าง ๆ  มักจะไม่ส่งผลอะไรมากนักต่อการตัดสินใจของเรา  อย่างไรก็ตาม  มีเหตุการณ์หลาย ๆ  อย่างที่ผมคิดว่า ถ้าเกิดขึ้น เราควรจะต้องระมัดระวัง  เพราะมันอาจจะบอกอะไรบางอย่างที่ไม่ดีนักเกี่ยวกับหุ้น  และถ้าเราเกิดความวิตกกังวลมากเกินไป  เราอาจจะพิจารณาขายหุ้นทิ้ง  เพื่อลดความเสี่ยงก่อนที่ความเลวร้ายจะปรากฏ

 เรื่องแรกที่ผมคิดว่าน่ากลัวมากก็คือ  บริษัทประกาศงบการเงินออกมา  ตัวเลขผลการดำเนินงานดูปกติดี  แต่เมื่อเราไปดูรายงานที่ผู้สอบบัญชีเขียนไว้โดยเฉพาะในหน้าแรก  และถ้าเราอ่านแล้วเราก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจ  นี่ก็จะเป็นอะไรที่น่ากลัวยิ่งขึ้น  เหตุผลก็คือ  ฝ่ายบริหารอาจจะกำลังซุกซ่อนอะไรบางอย่างอยู่  และสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่นั้น  ไม่เคยเป็นสิ่งที่ดี  ดังนั้น  ถ้าเจองบการเงินที่มีคำอธิบายยาวมาก ๆ  โปรดระวัง

 พูดถึงเรื่องงบการเงิน  ก็มีคนบางคนให้ข้อสังเกตว่า  ถ้าไตรมาศไหนบริษัทประกาศงบการเงินช้ากว่าที่เคยทำในปีก่อน ๆ  เช่น  เดิมเคยประกาศภายในประมาณ 40 วันหลังปิดงบ   แต่งวดนี้  43  วันแล้วก็ยังไม่ประกาศ  แบบนี้ก็ให้สงสัยว่า  ผลการดำเนินงานอาจจะไม่ค่อยดี  ผู้บริหารจึงดึงเวลาให้ช้าที่สุดที่จะทำได้  จริงหรือไม่ก็ลองดูกันเอง

 เหตุการณ์ที่สามที่ผมคิดว่าถ้าเกิดขึ้นเราคงต้องระวังก็คือ  การขายหุ้นของผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่  โดยเฉพาะที่ขายกันเป็นเรื่องเป็นราวและเป็นจำนวนมาก  เหตุผลไม่ใช่เพราะว่าการขายหุ้นจะเป็นแรงกดดันราคาหุ้นโดยเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องไม่สูงเท่านั้น  แต่เป็นเพราะว่าผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่นั้นจะมีข้อมูลภายในเกี่ยวกับธุรกิจ  ดังนั้น  ในบางครั้งที่พวกเขารู้  หรือรู้สึกว่าธุรกิจจะประสบปัญหาหรือกำไรลดลงมากในอนาคต  หรือพวกเขารู้สึกว่าราคาหุ้นของบริษัทน่าจะสูงเกินพื้นฐาน  เขาก็จะขายหุ้นออกมา   แน่นอน  การขายหุ้นของผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่  บางครั้งก็ไม่มีอะไร  พวกเขาอาจจะเพียงแต่ต้องการเงินไปใช้บ้าง   อย่างไรก็ตาม  การประเมินการขายว่าน่าจะมาจากเหตุผลอะไรอาจจะบอกเราได้ว่าเราควรจะทำอย่างไรกับหุ้นที่เราถืออยู่

 เหตุการณ์ที่สี่ที่น่ากลัวก็คือ   กรรมการ  โดยเฉพาะที่เป็นกรรมการอิสระลาออกโดยไม่มีเหตุผลที่ดี  นั่นก็คือ  กรรมการลาออกโดยอ้างว่าไม่มีเวลาหรือต้องการไปทำภารกิจอื่น  แต่เราดูแล้วก็ไม่เห็นว่าเขาไปรับตำแหน่งทางการเมืองหรือกิจกรรมที่ต้องใช้เวลามากมายที่ไหน  เพราะโดยธรรมชาติแล้ว  กรรมการอิสระนั้น  มักจะใช้เวลาในการทำหน้าที่เพียงเล็กน้อย  ดังนั้น  กรรมการอิสระที่ลาออกโดย  “ไม่มีเหตุผล” อาจจะเป็นการบอกว่า  กรรมการเห็นสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลในบริษัท และกลัวว่าตนจะต้องรับผิดชอบซึ่งไม่คุ้มกับผลประโยชน์ที่ได้รับในฐานะกรรมการ  จึงลาออก

 เหตุการณ์ที่ห้าเป็นเรื่องที่ผมพบมาหลายครั้ง   บริษัทเป็นโรงงานผลิตสินค้า  ยอดขายของสินค้าเพิ่มขึ้นมาก  กำไรของบริษัทเพิ่มตาม  ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น  นักวิเคราะห์เกือบทุกสำนักเชียร์ให้ซื้อหุ้น  กำลังการผลิตของโรงงานเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์  บริษัทประกาศขยายกำลังการผลิตโดยการสร้างโรงงานใหม่  นักวิเคราะห์ประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นทวีคูณ  หุ้นวิ่งระเบิด  แต่แล้ว  หลังจากโรงงานใหม่เปิด  กำไรของบริษัทกลับถดถอยลงและลดลงเรื่อย ๆ  หุ้นที่เคยฟู่ฟ่าและเป็น  “หุ้นคุณค่า”  มีราคาตกต่ำลงไปมาก  นักวิเคราะห์และคนเล่นหุ้นเลิกพูดถึง    พฤติกรรมที่ทุกอย่างดูเหมือนจะดีมากแต่กลับ  “ผิดคาด”  ในช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะดีที่สุดนี้  เตือนให้เรารู้ว่า  การมองโลกในแง่ดีเกินไปในการลงทุนนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง  ดังนั้น  ทุกครั้งที่มีการประกาศสร้างโรงงานใหม่  โปรดระวัง

 เหตุการณ์สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงน่าจะคล้าย ๆ กับเหตุการณ์ที่ห้าแม้ว่าสัญญาณนี้อาจจะอ่อนกว่าก็คือ  ถ้าบริษัท  โดยเฉพาะที่เป็นธุรกิจบริการ  มีการย้ายสำนักงานใหญ่ไปสู่สถานที่ที่โอ่อ่าหรูหรามากซึ่งเป็นผลจากความเฟื่องฟูของธุรกิจ   เราควรระวังว่านั่นอาจจะเป็นจุดสูงสุดของบริษัทและมันกำลังจะเริ่มตกต่ำลง  ประสบการณ์ที่ผมพบก็คือในการย้ายออฟฟิสของสถาบันการเงินต่าง ๆ  โดยเฉพาะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ในยุคก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540  ซึ่งหลังจากการย้ายสำนักงานใหญ่  บริษัทต่าง ๆ  ก็เริ่มมีปัญหาล้มละลายกันเป็นจำนวนมาก  ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว  การเปิดสำนักงานใหม่ที่หรูหรามากดูเหมือนจะเป็นภาพที่หลอกหลอนมากกว่าความรื่นรมย์  และอาจจะต้องคิดดูว่าจะทำอย่างไรกับหุ้นของบริษัท

 ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงบางส่วนของสัญญาณที่เตือนให้เราจับตาดู  ไม่ใช่สัญญาณที่บอกว่าหุ้นกำลังมีปัญหาอย่างแน่นอน   อย่างไรก็ตาม  ถ้าเราดูแล้วโอกาสที่จะมีปัญหาน่าจะสูง  การขายหุ้นทิ้งก็เป็นทางเลือกหนึ่ง   เหนือสิ่งอื่นใด  เราจะเสี่ยงทำไมถ้าไม่จำเป็น?

ดร.นิเวศน์ ทำนาย เทรนด์หุ้น 2550 เก็งหุ้น “โมเดิร์นเทรด-ฟาสต์ฟู้ด-โรงแรม”

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เปิดเผยกลวิธีการเล่นหุ้นปี 2550 บนเวทีสัมมนา “เซียนโซน” ซึ่งจัดขึ้นโดย นสพ.กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ร่วมกับ บล.บีฟิท และมหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยเตือนให้นักลงทุน “ต้องระวัง” การลงทุนในหุ้นกลุ่ม “ธนาคารพาณิชย์” เอาไว้บ้าง

เนื่องจากตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ธนาคารพาณิชย์จะเริ่มถูกเข้มงวดจากกฎเกณฑ์ใหม่ของแบงก์ชาติ โดยเฉพาะการกำหนดให้หนี้ค้างชำระตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ต้องถูกจัดไว้ในส่วนของเอ็นพีแอล ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องตั้งเงินสำรองเพิ่มขึ้น

Read more »

ความผิดพลาดของการลงทุน

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ความผิดพลาดของการลงทุนนั้น ถ้าจะพูด มี 2 แบบ แบบแรกเรียกว่า การผิดพลาดที่เกิดจากการกระทำ นั่นก็คือ ผิดพลาดเพราะไปซื้อหุ้นผิดตัว ซื้อแล้วราคาหุ้นตกต่ำลงจากราคาที่เราซื้อ– อย่างถาวร เราขาดทุนไม่ว่าจะขายทิ้งไปหรือไม่ ความผิดพลาดอีกแบบหนึ่งเรียกว่า ความผิดพลาดที่เกิดจากการไม่กระทำ นี่คือการที่เราไม่ซื้อหุ้นบางตัวที่เราคิดว่าน่าซื้อแต่เราไม่ได้ทำเพราะอะไรบางอย่าง เรารีรอ แต่ระหว่างนั้นหุ้นก็ปรับตัวขึ้นไปและขึ้นไปเรื่อย ๆ - อย่างถาวร ราคาหุ้นขึ้นไปเกินราคาที่เราคิดว่าคุ้มค่าที่จะซื้อ เราเสียดาย แต่เราไม่ได้ขาดทุน เราเพียงแต่เสียโอกาสที่ควรได้ แน่นอน ความผิดพลาดแบบแรกนั้นร้ายแรงกว่าแบบที่สองมาก

Read more »

ห่านง่อย

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในภาวะที่การเมืองมีการเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ และแน่นอน ตลาดหุ้น ผมมักจะนึกถึงนิยายเรื่อง Animal Farm ที่ผมต้องเรียนในชั้นมัธยม แต่ “อาณาจักรสัตว์” ที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเวอร์ชั่นที่ผมแต่งเองโดยอิงเค้าโครงเรื่องเดิมที่แต่งโดย George Orwell

อาณาจักรสัตว์ที่มีกลุ่มหมูปกครองในช่วงต้นหลังจากการถล่มของฟาร์มครั้งใหญ่เนื่องจากพายุร้ายแรงที่เกือบจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในอาณาจักรนั้น มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นอันมาก ส่วนหนึ่งของความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นมาจากการที่ฝนฟ้าตกอย่างทั่วถึงทำให้ฟาร์มมีอาหารอย่างเหลือเฟือ อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ โลกภายนอก โดยเฉพาะมหฟาร์มทางตอนเหนือ มีความต้องการสินค้ามากขึ้นมาก ทำให้อาณาจักรสามารถขายสินค้าออกไปได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่สิ่งที่หมูป่าวประกาศตลอดเวลาก็คือ ความเจริญรุ่งเรืองทั้งหมดนั้น หมูเป็นผู้ที่ทำให้เกิดขึ้น

Read more »

ชีวิตที่พอเพียง

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น  เราอย่าพูดถึงเลย  เพราะมันอาจจะไม่เกี่ยวกับตัวเราเท่าไร  มาดูว่าเราจะใช้ชีวิตที่พอเพียงกันอย่างไรจะดีกว่า   ผมเชื่อว่า Value Investor  ส่วนใหญ่นั้น  มักจะใช้ชีวิตที่  “พอเพียง”  เพราะหลักการส่วนใหญ่ของการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น  จริง ๆ แล้วก็เป็นหลักการของความพอเพียง  แต่ความพอเพียงนั้น  ก็มีความเข้าใจที่ไม่น่าจะถูกต้องอยู่ไม่น้อย  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  หลายคนมองว่าคำว่าพอเพียงแปลว่าไม่ต้องดิ้นรน  ไม่ต้องทำงานมาก  ไม่หวังรวยเอาแค่พออยู่พอกิน  ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ  ความรวยคือความไม่พอเพียง  และที่ร้ายหนักที่สุดก็คือ  การรวยจากตลาดหุ้นอาจจะเป็นการรวยของคนที่ไม่มีความพอเพียงมากที่สุด  ใครจะคิดอย่างไรก็ช่าง   ผมมีความคิดในเรื่องของความพอเพียงในบางเรื่องของการทำงานและการใช้ชีวิตดังต่อไปนี้

Read more »

อังคารทมิฬ

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

วันอังคารที่ 19 ธันวาคม 2549 เวลาประมาณ 11.00 น. ขณะที่ผมกำลังเดินทางท่องเที่ยวอยู่ตามดอยที่เชียงใหม่ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นสบายนั้น โบรกเกอร์ผมก็โทรศัพท์มาหา เธอรายงานว่าตลาดหุ้นกำลังตกหนักมากและกำลังแตะระดับที่ติดลบถึง 10% ซึ่งจะต้องหยุดพักการซื้อขายหุ้นชั่วคราว ผมถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอพยายามที่จะอธิบาย ผมจับความไม่ได้แน่ชัด รู้แต่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยออกเกณฑ์ที่จะควบคุมการไหลเข้าของเงินลงทุนของต่างชาติ เธอไม่ได้ถามผมว่าจะขายหรือจะซื้อหุ้นอะไรเพราะเธอรู้ว่าในสถานการณ์ที่หุ้นตกหนักอย่างนี้ ผมมักไม่ทำอะไร ว่าที่จริง การที่เธอโทรหาผมตอน 11.00 น. ก็อาจเป็นเพราะว่าเธอกำลังยุ่งอยู่กับการรับคำสั่งซื้อขายมือเป็นระวิงและคงไม่มีเวลาที่จะโทรหาผมในช่วงตลาดเปิด

black-tuesday.gif

Read more »

ปั่นหุ้นคุณค่า

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

                ในระยะหลัง ๆ นี้ หุ้น “คุณค่า” หลาย ๆ ตัววิ่งเหมือนติดจรวดจนดูคล้ายกับเป็น “หุ้นปั่น”  หุ้นเหล่านั้น จะถูกปั่นจริงหรือไม่คงจะบอกได้ยาก  แต่ถ้าถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการปั่นหุ้น “Value”  คำตอบของผมก็คือ  ลองฟังคำสารภาพของ  Jesse Livermore นักเก็งกำไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงปี 1923 ก่อนที่จะมีกฎหมาย กลต. ที่ห้ามการปั่นหุ้น คำบอกเล่าของเขาปรากฏอยู่ในหนังสือคลาสสิคเรื่อง Reminiscences of a Stock Operator  หรือ “บันทึกความทรงจำของนักเล่นหุ้น” และต่อไปนี้คือเรื่องราวและเท็คนิคที่เขาใช้ในการปั่นหุ้นคุณค่า
Read more »

Next Page »